วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2551

หลักการสอน Teaching Principle.


หลักการสอน ความหมายของการสอน
- การสอน หมายถึง การถ่ายทอดความรู้
- การสอน หมายถึง การจัดให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
- การสอน หมายถึง การฝึกให้ผู้เรียนคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ
- การสอน หมายถึง การแนะแนวทางแก่ผู้เรียนเพื่อให้ศึกษาหาความรู้
- การสอน หมายถึง การสร้างหรือการจัดสถานการณ์เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
- การสอน หมายถึง กระบวนการที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เกิดความคิดที่จะนำความรู้ไปใช้เกิดทักษะหรือความชำนาญที่จะแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม
- การสอน หมายถึง การจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมให้นักเรียนได้ปะทะเพื่อที่จะให้เกิดการเรียนรู้หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น
การสอนจึงเป็นกระบวนการสำคัญที่ก่อให้เกิดการเจริญงอกงาม
ระบบการเรียนการสอน
มีองค์ประกอบที่เป็นตัวป้อน กระบวนการ และ ผลผลิต การสอนที่จะให้ได้ผลดีนั้น ผู้เป็นครูมืออาชีพจำเป็นต้องมีความสามารถในการออกแบบการเรียนการสอน (Designing Instruction) ที่ดีที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นหัวใจสำคัญของวิชาชีพ ในการออกแบบการสอนที่ดี ครูจะต้องสามารถกำหนดจุดมุ่งหมาย เนื้อหาสาระ และความคิดรวบยอดที่เหมาะสมกับผู้เรียน และออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่สามารถช่วยให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายได้ รวมทั้งมีการวัดผลประเมินผลที่เหมาะสมตรงตามจุดมุ่งหมายด้วย
จุดประสงค์การเรียนการสอน
ความหมายของจุดประสงค์การเรียนการสอน
จุดประสงค์การเรียนการสอน คือข้อความที่ระบุคุณลักษณะการเรียนรู้และความสามารถที่ครูต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียน หลังจากที่นักเรียนได้ผ่านกิจกรรมการเรียนการสอนในบทหนึ่ง ๆ แล้ว

ความสำคัญของจุดประสงค์การเรียนการสอน
จุดประสงค์การเรียนการสอนเป็นจุดหมายปลายทางของการเรียนการสอนที่ได้แนวทางมาจากความคิดรวบยอดการเรียนการสอน เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและการวัดผลการสอน จุดประสงค์การเรียนการสอนย่อมแสดงว่า นักเรียนเกิดการเรียนรู้ แบ่งได้เป็น 2 ระดับ คือ
1. จุดประสงค์ทั่วไป เป็นจุดประสงค์ที่มีความหมายกว้างไม่เฉพาะเจาะจง และเป็นจุดประสงค์ที่ตั้งขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้ง เช่น เพื่อให้มีนิสัยใฝ่หาความรู้ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ และเห็นคุณค่าในศิลปวัฒนธรรมไทย
2. จุดประสงค์เฉพาะ เป็นจุดประสงค์ที่มีเฉพาะเจาะจง และเป็นจุดที่ตั้งขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้ง เช่น นักเรียนสามารถเขียนแผนภูมิแท่งได้ นักเรียนสามารถวาดภาพได้
จุดประสงค์เฉพาะจะชี้ให้เห็นสิ่งที่ต้องการจากการศึกษาอย่างเจาะจงและเกี่ยวข้องกับเนื้อหาโดยตรง
การจำแนกประเภทของจุดประสงค์ทางการศึกษาของบลูมและคณะ บลูม (Benjamin S. Bloom) และ คณะ ได้จำแนกจุดประสงค์ทางการศึกษา (Taxonomy of Education Objects) ออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้
1. ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) มุ่งให้เกิดความรู้ทางวิชาการหรือด้านสติปัญญา หรือด้านความรู้และการคิดประกอบด้ว
1.1 ความรู้ หมายถึง ความสามารถในการจำเนื้อหาความรู้ และระลึกได้เมื่อต้องการนำมาใช้ ได้แก่ความรู้ที่เฉพาะเจาะจง ความรู้เกี่ยวกับวิธีการ ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการ เป็นต้น
1.2 ความเข้าใจ หมายถึงความเข้าใจในเนื้อหาสาระ สามารถแปลความหมายหรืออธิบาย ตีความหรือสรุปความได้
1.3 นำไปใช้ หมายถึงการนำเอาความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาสาระหรือทฤษฎีต่าง ๆไปใช้ในรูปแบบใหม่หรือสถานการณ์ใหม่
1.4 การวิเคราะห์ หมายถึงความสามารถในการแยกแยะเนื้อหาให้เป็นเนื้อหาย่อย เพื่อค้นหาองค์ประกอบ โครงสร้าง หรือความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยนั้น การจะวิเคราะห์ได้ผู้เรียนจะต้องมีความรู้คามเข้าใจในเนื้อหาก่อน
1.5 การสังเคราะห์ หมายถึงความสามารถนำเอาองค์ประกอบหรือส่วนย่อยเข้ามารวมกันเพื่อให้เป็นภาพที่สมบูรณ์ เกิดความกระจ่างในสิ่งนั้น 1.6 การประเมินค่า หมายถึงความสามารถในการตัดสินคุณค่าโดยใช้เกณฑ์ที่มีคนกำหนดหรือเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นมาเองมาใช้ในการตัดสินใจว่า ดี - ไม่ดี, เก่ง - ไม่เก่ง เป็นต้น
2. ด้านจิตพิสัย (Effective Domain) มุ่งให้เกิดคุณสมบัติทางคุณธรรม จริยธรรม อันพึงประสงค์ เป็นพฤติกรรมด้านความรู้สึกนึกคิดหรือด้านอารมณ์ – จิตใจ ความสนใจ เจตคติ ค่านิยม และคุณธรรม เช่น การเห็นคุณค่า การรับรู้ การตอบสนอง และการสร้างคุณค่าในเรื่องที่ตนรับรู้นั้น แล้วนำเอาสิ่งที่มีคุณค่านั้นมาจัดระบบและสร้างเป็นลักษณะนิสัย
3. ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) มุ่งให้เกิดทักษะทางกาย หรือด้านการปฏิบัติ หรือการแสดงออกประกอบด้วยทักษะการเคลื่อนไหว และการใช้อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การเลียนแบบ การทำตามคำบอก การทำอย่างถูกต้องเหมาะสม การทำได้ถูกต้องหลายรูปแบบ การทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
คือ จุดประสงค์ของการเรียนการสอนที่บอกให้ทราบว่า หลังจากจบบทเรียนนั้น ๆ แล้ว ผู้เรียนสามารถแสดงพฤติกรรมที่วัดได้ สังเกตได้ ออกมาอย่างไร
หลักทั่วไปในการเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. เขียนสั้น ๆ ให้ได้ใจความ ควรมีความยาวหนึ่งหรือสองประโยคเท่านั้น
2. ระบุพฤติกรรมที่คาดว่าจะเกิดเพียงหนึ่งพฤติกรรม
3. ระบุพฤติกรรมปลายทางที่คาดว่าจะเกิด
4.เป็นพฤติกรรมที่สังเกตเห็นเป็นรูปธรรม ไม่ใช่สิ่งที่เป็นนามธรรม
ตัวอย่างการเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม1. เพื่อให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สามารถเขียนย่อความได้ด้วยสำนวนภาษาของตนเอง
และถูกต้องตามรูปแบบย่อความ2. เพื่อให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์การเขียนย่อความสูงขึ้น 3. เพื่ออ่านละฟังทำนองเสนาะตามหลักคำประพันธ์ได้
ลักษณะการสอนที่ดี การสอนที่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้
1. มีการส่งเสริมนักเรียนให้เรียนด้วยการกระทำ การได้ลงมือทำจริง ให้ประสบการณ์ที่มีความหมาย
2. มีการส่งเสริมนักเรียนให้เรียนด้วยการทำงานเป็นกลุ่ม นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น ยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน การทำงานร่วมกับผู้อื่น
3. มีการตอบสนองความต้องการของนักเรียน เรียนด้วยความสุข ความสนใจ กระตือรือร้นในการทำกิจกรรมต่าง ๆ
4. มีการสอนให้สัมพันธ์ระหว่างวิชาที่เรียนกับวิชาอื่น ๆ ในหลักสูตรเป็นอย่างดี
5. มีการใช้สื่อการสอน จำพวกโสตทัศนวัสดุ เพื่อเร้าความสนใจ ช่วย ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ง่ายขึ้น
6. มีกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเร้าความสนใจ ผู้เรียนสนุกสนาน ได้ลงมือปฏิบัติจริงและดูผลการปฏิบัติของตนเอง
7. มีการส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้ความคิดอยู่เสมอ ด้วยการซักถาม หรือให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาง่าย ๆ เด็กคิดหาเหตุผลเปรียบเทียบ และพิจารณาความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ
8. มีการส่งเสริมความคิดริเริ่ม และความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมการคิดทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ดีมีประโยชน์ไม่เลียนแบบใคร ส่งเสริม กิจกรรมสุทรียภาพ ร้อยกรอง วาดภาพ และแสดงละคร
9. มีการใช้การจูงใจ ในระหว่างเรียน เช่น รางวัล การชมเชย คะแนนแข่งขัน เครื่องเชิดชูเกียรติ การลงโทษ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสนใจ ตั้งใจ ขยันหมั่นเพียรในการเรียนและทำกิจกรรม
10. มีการส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามแบบประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นมีการรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น ยกย่องความคิดเห็นที่ดี นักเรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนร่วมกับครู
11. มีการเร้าความสนใจก่อนลงมือทำการสอนเสมอ
12. มีการประเมินผลตลอกเวลา โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น การสังเกต การซักถาม การทดสอบ เพื่อให้แน่ใจว่าการสอนของครูตรงตามจุดประสงค์มากที่สุด
รูปแบบการสอน


ไม่สามารถกล่าวได้ว่า วิธีใดเป็นวิธีสอนที่ดีที่สุด เพราะการเรียนการสอนต้องขึ้นกับองค์ประกอบหลายประการ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องตัดสินใจเลือกวิธีสอนตามความเหมาะสมของสภาพที่เป็นอยู่ ควรนำเทคนิคต่าง ๆ มากระตุ้นและเร้าความสนใจของผู้เรียน โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับเนื้อหาและเวลาที่กำหนดให้
การเลือกวิธีสอน มีแนวคิด ดังนี้
1. สอดคล้องกับจุดประสงค์ของบทเรียน เป็นวิธีที่มั่นใจว่าจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนบรรลุจุดประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
2. สอดคล้องกับเนื้อหาสาระที่จะสอน
3. เหมาะสมกับเวลา สถานที่ และจำนวนผู้เรียน
รูปแบบการสอน 1.1 วิธีสอนที่ยึดครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher – Centered Method) ได้การสอนที่ครูเป็นผู้สอน ครูเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นส่วนใหญ่ เช่น ครูจะเป็นผู้ตั้งจุดมุ่งหมาย ควบคุมเนื้อหา จัดกิจกรรม และวัดผล เป็นต้น วิธีสอนแบบนี้มีหลายวิธีได้แก่ วิธีสอนแบบบรรยาย วิธีสอนแบบสาธิต วิธีสอนโดยการทบทวน
1.2 ที่วิธีสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child - centered Method) ได้แก่วิธสอนทีให้นักเรียนได้มีโอกาสเป็นผู้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง เป็นผู้วางแผนบทเรียน ดำเนินการค้นคว้าหาความรู้ ครูเป็นเพียงผู้แนะแนวไปสู่การค้นคว้า แนะนำสื่อการเรียนการสอนจนนักเรียนได้ความรู้ด้วยตนเอง ได้แก่ วิธีสอนแบบทดลอง วิธีสอนแบบโครงการ วิธีสอนแบบศูนย์การเรียน วิธีสอนแบบสืบสวนสอบสวน วิธีสอนแบบแบ่งกลุ่มทำงาน วิธีสอนแบบอภิปราย วิธีสอนแบบหน่วย วิธีสอนแบบอุปนัย วิธีสอนแบบนิรนัย วิธีสอนแบบแสดงบทบาท วิธีสอนแบบวิทยาศาสตร์ วิธีสอนแบบผู้เรียนมีส่วนร่วม
การสอนแบบบูรณาการ การบูรณาการ เป็นความพยายามพัฒนาการเรียนรู้ไปพร้อมกันหลายๆ ด้าน โดยการกำหนดเป้าหมาย และบูรณาการทั้งด้านเนื้อหาสาระและวิธีการการเรียนร่วมกัน นำกระบวนการเรียนรู้จากกลุ่มสาระเดียวกันหรือต่างกลุ่มสาระการเรียนรู้มาบูรณาการในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งจัดได้หลายลักษณะ ดังนี้ 1. การบูรณาการแบบผู้สอนคนเดียว ผู้สอนสามารถจัดการเรียนรู้โดยเชื่อมโยงสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ กับหัวข้อเรื่องที่สอดคล้องกับชีวิตจริงหรือสาระที่กำหนดขึ้นมา เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม น้ำ เป็นต้น ผู้สอนสามารถเชื่อมโยงสาระ และกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มสาระต่าง ๆ เช่น การอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ การคิดวิเคราะห์ต่าง ๆ ทำให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะและกระบวนการเรียนรู้ไปแสวงหาความรู้จริงจากหัวข้อเรื่องที่กำหนดให้ 2. การบูรณาการแบบคู่ขนาน มีผู้สอนตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันจัดการเรียนการสอน โดยอาจยึดหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วเชื่อมโยงแบบคู่ขนาน เช่น ผู้สอนคนหนึ่งสอนวิทยาศาสตร์เรื่องเงา ผู้สอนอีกคนสอนคณิตศาสตร์ การวัดระยะทางของเงา คิดคำนวณเรื่องเงาในช่วงต่าง ๆ จัดทำกราฟเกี่ยวกับเงา หรือ ครูอีกคนอาจให้ผู้เรียนรู้ศิลปะเรื่องเทคนิคการวาดรูปที่มีเงา
3. การบูรณาการแบบสหวิทยา นำเนื้อหาจากหลายกลุ่มสาระมาเชื่อมโยงเพื่อจัดการเรียนรู้
ผู้สอนจัดการเรียนการสอนร่วมกันในเรื่องเดียวกัน เช่น เรื่องวันสิ่งแวดล้อมของชาติ ผู้สอนภาษไทยจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนรู้ภาษา คำศัพท์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผู้สอนสังคมศึกษาให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าและทำกิจกรรมชมรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และครู ผู้สอนสุขศึกษาอาจจัดให้จัดทำกิจกรรมเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ
4. การบูรณาการแบบโครงการ ผู้สอนสามารถจัดการเรียนการสอนโดยบูรณาการเป็นโครงการ โดยผู้เรียนและครูผู้สอนร่วมกันสร้างสรรค์โครงการขึ้น ใช้เวลาการเรียนรู้ต่อเนื่องกันได้หลายชั่วโมง ด้วยการนำเอาจำนวนชั่วโมงของวิชาต่างๆ ที่ครูผู้สอนเคยสอนแยกกันนั้นมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน ในลักษณะของการสอนเป็นทีม เรียนเป็นทีม ในกรณีที่ต้องการเน้นทักษะบางเรื่องเป็นพิเศษ ครู ผู้สอนสามารถแยกกันสอนได้ เช่น กิจกรรมเข้าค่ายดนตรี กิจกรรมเข้าค่ายภาษาอังกฤษ กิจกรรมเข้าค่ายศิลปะ เป็นต้น
รูปแบบการสอน
วิธีสอนแบบขั้นทั้ง 4 ของอริยสัจสี่ (ศ. ดร. สาโรช บัวศรี)
ขั้นตอนวิธีสอนแบบขั้นทั้ง 4 ของอริยสัจสี่
(1) ขั้นกำหนดปัญหา……… (ขั้นทุกข์) - ศึกษาปัญหา - กำหนดขอบเขตของปัญหาที่จะแก้
(2) ขั้นตั้งสมมุติฐาน……….. (สมุทัย) - พิจารณาสาเหตุของปัญหา จะต้องแก้ปัญหาที่สาเหตุ - พยายามทำอะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงสาเหตุ
(3) ขั้นการทดลองและเก็บข้อมูล….(นิโรธ) ทดลองใช้วิธีการต่าง ๆ ทดลองได้ผลประการใดบันทึกข้อมูลไว้
(4) ขั้นสรุปข้อมูลและสรุปผล……. (มรรค) วิเคราะห์เปรียบเทียบ สรุปผลและแนวทางเพื่อปฏิบัติ
วิธีสอนแบบสาธิต
วิธีสอนแบบสาธิต หมายถึง วิธีสอนที่ครูมีหน้าที่ในการวางแผนการเรียนการสอนเป็นส่วนใหญ่ โดยมีการแสดงหรือการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง นักเรียนเกิดการเรียนรู้จากการสังเกต การกระทำ หรือการแสดง และอาจเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมบ้าง วิธีสอนแบบสาธิต คือการสอนที่ครูแสดงให้นักเรียนดู หรือให้นักเรียนที่มีความสามารถแสดงให้เอนในชั้นเรียนดู หรือการเชิญวิทยากรในท้องถิ่นมาแสดงให้นักเรียนดู เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจในเรื่องที่เรียนมากขึ้น ข้อคำนึงในการสาธิต
หลักการสอนแบบสาธิต
1. ครูต้องเตรียมบทเรียน และซ้อมการสาธิตมาเป็นอย่างดีก่อนสาธิตให้นักเรียนดู
2. ครูต้องมีจุดประสงค์ที่แน่นอนสำหรับการสาธิตทุกครั้ง และพยายามให้บรรลุจุดประสงค์
3. ครูต้องแสดงการสาธิตให้นักเรียนเห็นอย่างทั่วถึงกันทั้งชั้น
4. ครูต้องใช้เครื่องมือที่เหมาะสม ถูกต้องกับวิชานั้น ๆ
5. ต้องสาธิตเกี่ยวกับบทเรียน
ขั้นการสาธิต
1.กำหนดจุดมุ่งหมายของการสาธิตให้ชัดเจน
2.เตรียมอุปกรณ์การสาธิต
3.เตรียมกระบวนการสาธิต เช่น เวลา ขั้นตอน การดำเนินการ การจบ
4.ทดลองสาธิต
5.จัดคู่มือสังเกตการสาธิต
6.สาธิตแล้ว นักเรียนควรได้สาธิตซ้ำ
7.ประเมินผลการสาธิต

วิธีสอนแบบเล่นปนเรียน
วิธีสอนแบบเล่นปนเรียน ผู้คิดคือ เฟรอเบล นักการศึกษาชาวอเมริกัน
1. เหมาะสำหรับเด็กเล็ก ๆ อนุบาล ประถม
2. มุ่งที่จะนำเอาการไม่อยู่นิ่งของเด็กมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ความเจริญเติบโต
3. มักใช้กับบทเรียนที่ไม่เพ่งเล็งด้านปริมาณของเนื้อหา
4. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเล่นอย่างสนุกสนาน
5. มีจุดมุ่งมายให้เด็กเล่นในสิ่งที่เป็นคุณค่าทางการศึกษา ภายใต้การควบคุมของครู
6. ครูต้องจัดเตรียมอุปกรณ์ในการเล่นของเด็ก

วิธีสอนแบบแก้ปัญหา
วิธีสอนแบบแก้ปัญหา จอห์น ดิวอี้ เป็นกระบวนการของนักวิทยาศาสตร์ มีขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นตั้งปัญหา และทำความเข้าใจปัญหา
2. ขั้นแยกปัญหาและวางแผนแก้ปัญหาแยกแยะปัญหาและแบ่งนักเรียนเป็นหมู่เพื่อรับปัญหาไปแก้
3. ขั้นลงมือแก้ปัญหา …(ค้นคว้า หาความรู้ และทดลอง)
4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล…..(รวบรวมข้อมูลและรายงานผลหน้าชั้น)
5. ขั้นสรุปและประเมินผล ครูและเด็กช่วยกันนำผลงานที่ค้นคว้ามาสรุปเข้าด้วยกัน โดยเรียบเรียงเป็นเรื่องราวตามลำดับ
การสอนแบบแก้ปัญหา
เป็นวิธีสอนแบบวิทยาศาสตร์ หมายถึงการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนพบปัญหา และคิดหาวิธีแก้ปัญหา โดยขั้นทั้ง 5 ของวิทยาศาสตร์
ขั้นของการสอนแบบแก้ปัญหา
1. กำหนดปัญหา
2. ขั้นแยกปัญหา เป็นขั้นสำรวจให้ถ่องแท้ว่าอะไรคือปัญหา
3. ขั้นลงมือแก้ปัญหา
4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลหรือรวบรวมข้อมูลเข้าด้วยกันและแสดงผล
5. ขั้นสรุปและประเมินผลหรือขั้นสรุปและนำไปใช้
วิธีสอนแบบอนุมาน
วิธีสอนแบบอนุมาน เป็นการสอนที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ หรือหลักความจริงโดยทั่วไปก่อนแล้วจึงสอนส่วนปลีกย่อยอย่างละเอียด มุ่งเน้นที่จะฝึกหัดให้นักเรียนเป็นคนมีเหตุผลไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ปราศจากการพิสูจน์ มีขั้นตอน ดังนี้ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแบบอนุมาน 1. ขั้นอภิปรายปัญหา
2. ขั้นอธิบายสรุป
3. ขั้นตกลงใจ เป็นขั้นเลือกข้อสรุป กฎเกณฑ์หรือนิยามที่จะนำมาใช้แก้ปัญหา
4. ขั้นพิสูจน์ เมื่อพิสูจน์เป็นความจริง จึงยอมรับได้ว่าเป็นความถูกต้อง
วิธีสอนแบบอุปมาน
วิธีสอนแบบอุปมาน เป็นการสอนตรงข้ามแบบอนุมาน เป็นการสอนให้นักเรียนรู้ส่วนย่อย หรือสอนจากตัวอย่าง นำไปสรุปเป็นส่วนรวมอันเป็นหลักการต่าง ๆ โดยครูเป็นผู้แสดงตัวอย่างของจริงที่เห็น โดยให้นักเรียนสังเกตวิธีสอน เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ คือต้องรู้จักการสังเกต สรุป คิดค้นอย่างมีเหตุผลเหมาะกับการสอนวิชาที่เกี่ยวกับการคำนวณ การค้นคว้าทดลอง เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแบบอุปมาน
1. ขั้นเตรียม ทบทวนความรู้ จูงใจหรือเร้าความสนใจ อธิบายความมุ่งหมาย ให้นักเรียนเข้าใจ 2. ขั้นสอน เป็นการเสนอกรณีตัวอย่างที่ต้องการสอนแก่นักเรียนมีหลายกรณีให้มากพอที่จะหารือ สรุปได้ สอนสรุปจากตัวอย่าง
3. ขั้นเปรียบเทียบและรวบรวม เป็นขั้นหาองค์ประกอบร่วมจากตัวอย่าง เพื่อเตรียมสรุปกฎเกณฑ์ ขั้นนี้ครูระวังอย่ารีบเร่งหรือเร่งเร้าเด็กจนเกินไป เพราะเด็กยังไม่มีความคิดกว้างขวางเหมือนครู
4. ขั้นสรุป เป็นกฎเกณฑ์ นิยาม หลักการ หรือหลักสูตรด้วยตัวนักเรียนเอง ไม่ใช่ตัวครู 5. ขั้นนำไปใช้ เป็นขั้นทดสอบ ทำแบบฝึกหัด ความเข้าใจของนักเรียน ให้เกิดการพัฒนานำหลักการไปใช้แก้ปัญหา
วิธีสอนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning : PL)
วิธีสอนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning : PL) โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น การตัดสินใจเลือกบทเรียนที่ต้องการเรียนรู้ในลักษณะกลุ่ม หรือศึกษาด้วยตนเอง ผู้เรียนจะร่วมกันจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกขั้นตอน ฝึกปฏิบัติการวางแผนการทำกิจกรรม การเรียนรู้ร่วมกัน และทำรายงานผลการเรียนรู้
การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมตั้งแต่เริ่มต้น เพราะเป็นการให้ผู้เรียนค้นพบตนเอง เข้าใจความต้องการและทราบถึงระดับความสามารถของตนเอง ซึ่งจะเป็นส่วนกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้มากขึ้น
องค์ประกอบของ (Participatory Learning : PL)
1. ประสบการณ์ E1 (EXPERIENCE)
2. สะท้อนความคิด/ อภิปราย R&D (REFLECTION / DISCUSSION)
3. ความคิดรวบยอด C (CONCEPT)
4. ทดลอง/ ประยุกต์แนวคิด E2 (EXPERIMENTATION/ APPLICATION)
การเรียนจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริง (Authentic Learning)
การจัดการเรียนรู้จากตามสภาพจริง (Authentic Learning) การเรียนการสอนจะเน้นที่การปฏิบัติจริง การร่วมมือกันทำงาน การคิดอย่างมีจารณญาณ การแก้ปัญหา การฝึกทักษะต่าง ๆ ที่เป็นการสร้างทักษะชีวิตให้กับตนเอง ผู้เรียนเผชิญปัญหาแก้ปัญหาและเรียนรู้ตามสภาพจริง เหตุการณ์ณ์จริง
ขั้นตอนการจัดกิจกรรม
1. ครูนำผู้เรียนเข้าไปเผชิญกับสถานการณ์จริง ปัญหาจริง บริบทจริง
2. ผู้เรียนร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา แสวงหาความรู้ วิเคราะห์ข้อมูล และวิธีการต่าง ๆ จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ศึกษาทำความเข้าใจความรู้และข้อมูลและนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหา
3. ผู้เรียนมีการอภิปราย แลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจ สะท้อนความคิด ใช้ข้อมูลในการสังเคราะห์ อธิบาย สรุป เพื่อแก้ไขปัญหาที่สะท้อนถึงชีวิตจริง
4. ผู้สอนประเมินผลผู้เรียนที่การปฏิบัติเป็นสำคัญ เน้นพัฒนาการที่ปรากฏให้เห็น ดูคุณลักษณะและความสามารถของผู้เรียนโดยภาพรวม เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การบันทึกจากผู้เกี่ยวข้อง การใช้ข้อสอบเน้นการปฏิบัติจริง (Authentic Test) การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงาน (Port Folio)
การสอนแบบหน่วย
การสอนแบบหน่วย หมายถึง การสอนที่นำเนื้อหาวิชาหลายวิชามาสัมพันธ์กัน สร้างเป็นบทเรียนขึ้นใหม่ เรียกว่า หน่วย โดยไม่ถือขอบเขตของวิชาแต่ละวิชาเป็นสำคัญ แต่จะยึดความม่งหมายของหน่วยที่สอนนักเรียน การเรียนเช่นนี้เป็นไปตามความสามารถและความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ แต่สอนตามจุดมุ่งหมายของแต่ละหน่วย เหมาะสำหรับเด็กประถม เพราะยังไม่ต้องการความเชี่ยวชาญวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ
วิธีสอนแบบอภิปรายกลุ่ม
หลักการสอนแบบอภิปราย (Discussion) เป็นกิจกรรมการเรียนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ในลักษณะปรึกษาหารือ ออกความคิดเห็นร่วมกัน แลกเปลี่ยนความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ และมีการตัดสินใจร่วมกันในการแก้ปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งด้วยหลักการอย่างใดอย่างหนึ่ง ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแบบอภิปรายกลุ่ม
1. ขั้นสอนเสนอสิ่งเร้า เป็นขั้นที่มีการตกลงเกี่ยวกับขอบเขตปัญหาและหัวข้อการอภิปรายซึ่งควรมีลักษณะที่ช่วยให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น และเจตคติต่อกันได้
2. ขั้นแบ่งกลุ่มเพื่ออภิปราย กลุ่มละ 4-5 คน จะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ภายในกลุ่มในลักษณะการสนทนา นักเรียนทุกคนเสนอความคิดเห็นอย่างทั่วถึง และสรุปอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นข้อยุติ
3. ขั้นนำเสนอ มีตัวแทนนักเรียนรายงานเกี่ยวกับความคิดเห็นที่เป็นที่ยอมรับกันในกลุ่ม
4. ขั้นสรุป ครูสรุปใจความสำคัญ และสรุปความคิดเห็นของกลุ่มว่ามีแนวคิดไปในทิศทางใด
วิธีสอนแบบเป็นระบบ วิธีสอนแบบเป็นระบบ เป็นการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญต่อการเรียนเป็นรายบุคคลควบคู่กันไปด้วย ดังนั้นเพื่อให้การเรียนกลุ่มใหญ่ผ่านไป จะต้องมีการเรียนการสอนเป็นกลุ่มย่อยหรือเป็นรายบุคคล
ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแบบเป็นระบบ
1. การเตรียมความพร้อม ประกอบด้วย การเตรียมสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน และเร้าความสนใจของนักเรียน โยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนเกิดความตื่นตัว ความกระตือรือร้น อยากเรียนรู้ในสิ่งที่ครูสอน
2. การเสริมสร้างการเรียนรู้ กิจกรรมขั้นนี้ครูจะเป็นผู้เลือกใช้เทคนิคการสอน และสื่อที่เหมาะสมกับความสนใจและวัยของนักเรียน
3. การสร้างเสริมทักษะ เป็นกิจกรรมที่แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ กิจกรรมที่ทำร่วมกันในกลุ่มและกิจกรรมที่สร้างเสริมทักษะเป็นรายบุคคล โดยคำนึงถึงนักเรียนที่เรียนช้า และนักเรียนที่เรียนเก่งไปพร้อม
ๆ กัน คือกิจกรรมย่อย 2 กิจกรรมในขั้นตอนนี้กิจกรรมหนึ่งเป็นการช่วยเหลือนักเรียนที่เรียนเรียนช้า และอีกกิจกรรมหนึ่งเป็นกิจกรรมส่งเสริมนักเรียนเรียนเก่ง เพื่อช่วยลดเวลาสอนซ่อมเสริมของครูด้วย
4. การจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนการสอน เป็นกิจกรรมการสรุปทบทวน และการสั่งงานโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนการเรียนการสอนที่ผ่านมา และเพื่อการเตรียมการสอนล่วงหน้าด้วย
รูปแบบการสอน

วิธีสอนแบบบทบาทสมมุติ
วิธีสอนแบบบทบาทสมมุติ (Role Playing) คือการสอนที่ให้ผู้เรียนแสดงบทบาทในสถาน
การณ์ที่สมมุติขึ้น คือแสดงบทบาทที่กำหนดให้ เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงออกอย่างสนุกสนาน และเรียนรู้ความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น รู้จักการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงบทบาทคนอื่นที่ไม่ใช่ตนเอง เช่น การเลียนเสียงสัตว์ เลียนท่าทางสัตว์ รวมถึงการแสดงบทบาทสมมุติเป็นเรื่องราว
บทบาทของครู
1. เตรียมบทเรียนไว้ล่วงหน้าว่าจะสอนเรื่องอะไร วิชาใด เนื้อหาอย่างไร
2. ผู้สอนคิดบทบาทสมมุติเป็นเรื่องเหมือนกรณีตัวอย่าง กำหนดตัวละครว่ามีกี่คน ใครบ้าง
3. เลือกผู้เรียนที่มีบุคลิกลักษณะคล้ายตัวละคร
4. กำหนดเวลาแสดงไม่ควรเกิน 10 – 15 นาที
5. แสดง ตามบทบาทหน้าที่ เรื่องราว หรือเหตุการณ์
6. เมื่อแสดงจบ อภิปรายและประเมินผลโดยผู้สอนตั้งประเด็น ให้ผู้เรียนทุกคนคิด หรืออภิปรายหาข้อสรุป

การสอนโดยสถานการณ์จำลอง (Simulation Gaming)
การสอนโดยสถานการณ์จำลอง (Simulation Gaming) คือการสอนที่ผู้สอนนำเอาสถานการณ์จริงมาจำลองไว้ในบทเรียน พยายามให้มีสภาพที่เหมือนจริงมากที่สุด
การสอนแบบการเรียนเพื่อการรอบรู้
การสอนแบบการเรียนเพื่อการรอบรู้ เป็นวิธีการสอนที่ทำให้ผู้เรียนทุกคนประสบความสำเร็จตาม

เกณฑ์ที่ตั้งไว้ให้มากที่สุด โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และกำหนดเวลาให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน หากนักเรียนคนใดยังไม่ผ่านเกณฑ์ ก็ต้องสอนซ่อมเสริมจนกว่าจะผ่านเกณฑ์ ซึ่งไม่สมควรตั้งสูงเกิน 80 % การเรียนเพื่อการรอบรู้เป็นรูปแบบเดียวกับการเรียนรู้แจ้ง และแบบการจัดลำดับขั้นการเรียนรู้ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อการรอบรู้ 1. แบ่งนักเรียนออกเป็นหน่วยย่อยตามที่เห็นสมควร 2. ชี้แจงโยบอกกฎเกณฑ์และข้อตกลงให้นักเรียนทราบ 3. ตรวจสอบความรู้พื้นฐานก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวินิจฉัย 4. เสริมสร้างความรู้พื้นฐานเป็นรายบุคลกับนักเรียนที่มีข้อบกพร่อง 5. ก่อนเริ่มเรียน ครูแจ้งวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของแต่ละหน่วยและเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินตอนท้ายบทเรียน 6. สร้างแบบทดสอบย่อย 2 ชุด ซึ่งคลุมวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมเดียวกัน 7. หลังจบบทเรียนแต่ละหน่วย ทำการทดสอบย่อย ด้วยแบบทดสอบชุด ก หากนักเรียนคนใดไม่ผ่านเกณฑ์ 80 % ต้องทำการสอนซ่อมเสริม ซึ่งอาจใช้วิธีครูอธิบายรายบุคคล กลุ่มเก่งสอนกลุ่มอ่อน 8. หลังซ่อมเสริมทดสอบอีกครั้งด้วยแบบทดสอบชุด ข. ถ้าผ่านเกณฑ์ 80 % จึงจะเรียนหน่วยต่อไป

วิธีสอนแบบสืบสวนสอบสวน
โครงสร้างของการเรียนแบบสืบสวนสอบสวน โดยสรุป มี 4 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นสังเกตเปรียบเทียบ 2. ขั้นอธิบาย 3. ขั้นทำนายผล 4. ขั้นควบคุม การสอนแบบปฏิบัติการ (Laboratory)
การสอนแบบปฏิบัติการ (Laboratory) คือการสอนที่ให้ผู้เรียนกระทำกิจกรรมภายใต้การแนะนำช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด โดยทำการทดลองปฏิบัติ ฝึกการใช้ทฤษฎีโดยผ่านการสังเกต การทดลอง เป็นวิธีสอนที่สอนให้เด็กได้ลงมือกระทำจริง ๆ ปฏิบัติจริง ตรงข้าม กับการเรียนแบบท่องจำ

บทเรียนโมดูล (Module)
บทเรียนโมดูล (Module) คือบทเรียนหน่วยใดหน่วยหนึ่ง ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษา ประกอบด้วยกิจกรรมและสื่อการเรียนต่าง ๆ เพื่อ
ช่วยให้เกิดการเรียนรู้จามจุดประสงค์ของบทเรียน ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ด้าน คือ
1. หลักการและเหตุผล
2. จุดประสงค์
3. การประเมินผลก่อนเรียน
4. กิจกรรมการเรียน
5. การประเมินผลหลังเรียน
ขั้นตอนการสร้างบทเรียนแบบโมดูล มี 11 ขั้นตอน
1. กำหนดเรื่องที่จะสร้างบทเรียน
2. เขียนหลักการและเหตุผล
3. กำหนดจุดประสงค์
4. สำรวจสื่อการเรียนและแหล่งศึกษาค้นคว้า
5. วิเคราะห์ภารกิจ จะให้รู้อะไร จุดประสงค์ กิจกรรม
6. งานที่จะให้ผู้เรียนทำ กำหนดกิจกรรมและสื่อการเรียน
7. สร้างเครื่องมือประเมินผล
8. ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
9. ทดลองใช้กับกลุ่มเล็ก 5 – 10 คน เพื่อปรับปรุงแก้ไข
10. ทดลองใช้ในห้องเรียน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรง
11. พิมพ์ฉบับจริง แล้วนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย

การสอนแบบศูนย์การเรียน (Learning Center)
ศูนย์การเรียน (Learning Center) เป็นการเรียนรู้จากการประกอบกิจกรรมของนักเรียนโดยแบ่งบทเรียนออกเป็น 4 – 6 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีสื่อการเรียนที่จัดไว้ในซองหรือในกล่องวางบนโต๊ะ
เป็นศูนย์กิจกรรม และแบ่งผู้เรียนตามศูนย์กิจกรรม กลุ่มละ 4 – 6 คน หมุนเวียนกันประกอบกิจกรรมตามศูนย์ต่าง ๆ แห่งละ 15 – 20 นาที จนครบทุกศูนย์ โดยใช้สื่อประสม (Multi Media) และกระบวนการกลุ่ม ศูนย์การเรียน (Learning Center) เป็นกระบวนการเรียนที่บูรณาการระหว่างการใช้สื่อประสมกับกระบวนการกลุ่ม เน้นกิจกรรมเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์การเรียนเอง ผู้เรียนประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองมากที่สุด โดยอาศัยสื่อการสอนแบบประสมและหลักการของกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์เข้าช่วยในการเรียนการสอน อีกทั้งยังเป็นการเรียนตามเอกัตภาพอีกด้วยส่วนประกอบของศูนย์การเรียน คู่มือครู แบบฝึกหัดปฏิบัติสำหรับผู้เรียน สื่อสำหรับศูนย์กิจกรรม แบบทดสอบสำหรับการประเมินผล
ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียน
1. การทดสอบก่อนเรียน 2. การนำเข้าสู่บทเรียน 3. การประกอบกิจกรรมการเรียน แบ่งผู้เรียน กลุ่มละ 4 – 6 คน เรียกว่าศูนย์กิจกรรม 4. แต่ละศูนย์ประกอบกิจกรรมแตกต่างกันออกไปตามที่กำหนดไว้ในชุดการสอน 5. แต่ละศูนย์กิจกรรมกำหนดเวลาให้ใช้ประมาณ 15-20 นาที 6. เมื่อนักเรียนทุกศูนย์ประกอบกิจกรรมเสร็จแล้วจะมีการเปลี่ยนศูนย์กิจกรรม จนกระทั่งครบทุกศูนย์จึงจะถือว่าเรียนเนื้อหาในแต่ละหน่วยครบตามกำหนด
7. ครูทำหน้าที่ประสานงานการสอน คอยดูแลและกระตุ้นการเรียนการสอนนักเรียนแต่ละคนผลที่ได้รับ การใช้วิธีสอนแบบศูนย์การเรียนนอกจากจะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าวิธีปกติแล้ว ยังทำให้เกิดผลต่อการพัฒนากระบวนการกลุ่มด้วย (กรมวิชาการ. 2533 : 80)
วิธีสอนแบบบรรยายอุปมาอุปไมย วิธีสอนแบบบรรยายเนื้อหาอุปมาอุปไมย คือวิธีสอนโดยบรรยายเนื้อหา มองเห็นภาพ เกิดมโนทัศน์ง่าย ชัดเจนและสมจริง ในการเปรียบเทียบอุปมาอุปไมย สิ่งของที่นำมาเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยที่ชัดเจนตรงกับเนื้อหา จุดมุ่งหมายของการสอนเรื่องนั้น ๆ มากที่สุดขั้นตอนและวิธีการสอน 1. ขั้นนำ นำความคุ้นเคยและสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนเป็นกันเอง
2. ขั้นสอน ใช้อุปกรณ์ตัวอย่างประกอบ บรรยายจากหลักการไปหารายละเอียด เปรียบอุปมาอุปไมยของเนื้อหาที่บรรยายกับสิ่งที่เป็นรูปแบบให้ผู้เรียนเข้าใจมองเห็นความสัมพันธ์และความสำคัญของสิ่งที่เรียนอย่างชัดเจน 3. ขั้นประเมินผล โดยการซักถาม
วิธีสอนแบบธรรมสากัจฉา การสอนแบบนี้ เป็นวิธีสอนโดยให้ผู้เรียนผู้สอน สนทนา พูดคุยอภิปรายแสดงความคิดเห็นขั้นตอนและวิธีการสอน 1. ขั้นนำ จัดสภาพห้องเรียนให้สามารถพูดคุย สนทนา และมองหน้ากันได้มาก สร้างบรรยากาศในการสนทนาเป็นกันเอง
2. ขั้นสอน 2.1 ขั้นแสวงหาเนื้อหา โดยผู้สอนควรมอบหมายให้ผู้เรียนอ่านศึกษาทำความเข้าใจเนื้อหา จากเอกสาร หนังสือ อุปกรณ์ที่เรียนมา ให้ผู้เรียนจับใจความสำคัญ 2.2 ขั้นแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจ ความคิดเห็นต่อสมาชิก โดยผู้สอนหรือผู้นำกลุ่มสนทนาด้วยการใช้คำถามประเภทอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหา ให้สมาชิกวงสนทนาแสดงความคิดเห็นต่อกลุ่ม 2.3 ขั้นพบความรู้ใหม่ ซักถามให้เข้าใจกระจ่างชัดและตรงกัน 2.3 ขั้นรวบรวมสรุปหลักการ ให้ผู้เรียนช่วยกันสรุปเนื้อหาที่สนทนาทั้งหมดเป็นหลักการ แนวคิด นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 3. ขั้นประเมินผล ประเมินผลจากการร่วมกิจกรรม โดยการซักถาม แสดงความคิดเห็น อภิปราย อธิบาย จากการปฏิบัติหรือแบบฝึกหัด ตลอดจนแบบทดสอบ
การสอนแบบสัมมนา (Seminar)
การสอนแบบสัมมนา (Seminar) คือการสอนที่มีลักษณะ ดังนี้
1. ผู้เรียนค้นคว้าให้ลึกซึ้ง แล้วมาเสนอเพื่ออภิปราย
2. เรื่องที่เสนอเพื่อสัมมนาอาจเป็นเรื่องเดียว หรือหลายเรื่องโดยเลือกตามความสนใจก็ได้
3. ในการศึกษาค้นคว้าอาจใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีรวมกัน เช่น ศึกษาจากตำรา เอกสาร วารสาร ศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ทำการทดลองหรือวิจัย ศึกษาจากของจริง
ข้อดี
1. ส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความสามารถในเสนอการคิดและโต้แย้งด้วยเหตุผล
2. ผู้เรียนทำกิจกรรมการเรียนอย่างจริงจัง จึงช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่คงทน
3. ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้จากแหล่งวิทยาการหลายแหล่ง รวมทั้งการเรียนรู้จากการอภิปราย
ข้อจำกัด หรือจุดด้อย
1. เหมาะสำหรับกรณีที่มีผู้เรียนจำนวนไม่มาก ไม่เกิน 20 คน ถ้ามีมากจะลดประสิทธิภาพลง
2. ขณะที่มีการรายงาย ผู้ที่ไม่ได้รายงานถือเป็นช่วงพักสมอง หรือคิดถึงเรื่องที่ตนจะรายงาน ขาดความสนใจ
3. เนื้อหากว้างเกินไปจะไม่ได้เนื้อหาเท่าที่ควร แคบเกินไปทำให้การอภิปรายไม่กว้างขวาง

ไม่มีความคิดเห็น: