วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

การพัฒนาหลักสูตร Curriculum Development.

การพัฒนาหลักสูตร

การพัฒนาหลักสูตร[1]
ความหมายของการพัฒนาหลักสูตร
การพัฒนาหลักสูตรเปนภารกิจของสถานศึกษา ที่จะตองดําเนินการ  อยางตอเนื่อง ดังนั้น สถานศึกษาจึงมีความจําเปนตองมีความเขาใจในความหมายของ การพัฒนาหลักสูตร ซึ่งมีผูใหความหมายการพัฒนาหลักสูตรไวหลายกรณี เชน
สุนีย ภูพันธ (2546:158-159) อางถึงใน กูด (Carter V. Good, 1973 : 157 – 158) ไดใหความเห็นวา การพัฒนาหลักสูตรเกิดขึ้นได 2 ลักษณะ คือ
การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงหลักสูตร การปรับปรุงหลักสูตรเปนวิธีการพัฒนาหลักสูตรอยางหนึ่ง เพื่อใหเหมาะสมกับโรงเรียนหรือระบบโรงเรียน จุดหมายของการสอน วัสดุอุปกรณ วิธีสอนรวมทั้งการประเมินผล สวนคําวา การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร หมายถึงการแกไขหลักสูตรใหแตกตางไปจากเดิม เปนการ  สรางโอกาสทางการเรียนขึ้นไป
ทาบา (Hilda Taba, 1962 : 454) ไดกลาววา การพัฒนาหลักสูตรหมายถึง การเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงหลักสูตรเดิมใหไดผลดียิ่งขึ้นทั้งในดานการวางจุดมุงหมาย การจัดเนื้อหาวิชาการเรียนการสอน การวัดผลและการประเมินผลอื่น ๆ เพื่อใหบรรลุถึงจุดมุงหมายอันใหมที่วาง
ไว การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรเปนการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ หรือเปลี่ยนแปลงทั้งหมดตั้งแตจุดมุงหมายและวิธีการและการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรนี้จะมีผลกระทบทางดานความคิดและความรูสึกผูที่เกี่ยวของทุกฝาย สวนการปรับปรุงหลักสูตร หมายถึง การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร
เพียงบางสวนโดยไมเปลี่ยนแปลงแนวคิดพื้นฐานหรือรูปแบบของหลักสูตร
วิชัย วงษใหญ (2525 : 10) กลาววา การพัฒนาหลักสูตร คือ การพยายามวางโครงการที่จะชวยใหนักเรียนไดเรียนรูตรงตามจุดหมายที่กําหนดไว หรือการพัฒนาหลักสูตรและการสอนคือระบบโครงสรางของการจัดโปรแกรมการสอน กําหนดจุดมุงหมาย เนื้อหาสาระ การปรับปรุงตําราแบบเรียน คูมือครู และสื่อการเรียนตาง ๆ การวัดและประเมินผลการใชหลักสูตรการปรับปรุงแกไขและการใหการอบรมครูผูใชหลักสูตรใหเปนไปตามวัตถุประสงคของการพัฒนาหลักสูตรและการสอน รวมทั้งการบริหารและบริการหลักสูตร
จากความหมายดังกลาวพอสรุปไดวาการพัฒนาหลักสูตร
เปนการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงหลักสูตรที่ใชอยูเดิมใหมีความเหมาะสมสอดคลองกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมืองและการปกครองภายในทองถิ่น ภายในประเทศ และ
ตางประเทศ โดยมุงเนนในการกําหนดจุดหมาย เปาหมาย จุดประสงค เนื้อหาสาระ การจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล

การพัฒนาหลักสูตรในแตละระดับ
ในการพัฒนาหลักสูตรนั้น สุนีย ภูพันธ (2546:160-161) ไดกลาวไววา การพัฒนาหลักสูตรสามารถพัฒนาไดหลายระดับ ขึ้นอยูกับจุดมุง หมายการพัฒนาหลักสูตรนั้น ๆ วาจะพัฒนาสวนใด สวนหนึ่งของหลักสูตร เราสามารถแบงการพัฒนาหลักสูตรออกเปน 3 ระดับ ดังนี้ คือ
1. หลักสูตระดับชาติ เปนหลักสูตรแกน หรือหลักสูตรแมบทในระดับการศึกษาตาง ๆเชน หลักสูตรประถมศึกษา หลักสูตรมัธยมศึกษา หลักสูตรอาชีวะศึกษา หลักสูตรการฝกหัดครูเปนตน ซึ่งมีหนวยงานที่ทําหนาที่รับผิดชอบ เชน ศูนยพัฒนาหลักสูตร กรมวิชาการ กระทรวง
ศึกษา และสถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
2. หลักสูตรระดับทองถิ่น เปนการนําหลักสูตรระดับชาติมาพัฒนาปรับปรุงใหสอดคลองกับสภาพทองถิ่น ตามลักษณะทางธรรมชาติสิ่งแวดลอมและลักษณะพิเศษของทองถิ่น เพื่อใหเหมาะสมกับผูเรียน ผูที่มีหนาที่ในการพัฒนาหลักสูตรระดับทองถิ่น ไดแก เขตการศึกษาตาง ๆ
หนวยศึกษานิเทศก ผูบริหารสถานศึกษา ผูสอนหรือสถานประกอบการในทองถิ่น
3. หลักสูตรระดับหองเรียน เปนการนําหลักสูตรมาพัฒนาสูการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพเพื่อใหบรรลุตามจุดมุงหมายที่วางไว ผูที่มีหนาที่พัฒนาหลักสูตในระดับนี้ คือครูผูสอน โดยการสนับสนุนของผูบริหารสถานศึกษาจากแนวคิดดังกลาวซึ่งมีความสอดคลองกับการใชหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 โดยกระทรวงศึกษาธิการไดจัดทําหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2544 เปนหลักสูตรแกนกลาง ตลอดจนจัดทําเอกสาร คูมือที่เกี่ยวของกับหลักสูตร ใหโรงเรียนนําหลักสูตรแกนกลางและเอกสารที่เกี่ยวของไปจัดทําหลักสูตรสถานศึกษา โดยมีผูบริหาร คณะครูและคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปนผูจัดทําซึ่งมีคณะศึกษานิเทศก เปนผูใหความชวยเหลือ แนะนํา และเอื้ออํานวยความสะดวกเอกสารที่เกี่ยวของตอจากนั้นคณะครูก็นําหลักสูตรสถานศึกษาในแตละกลุมสาระการเรียนรู
ไปใชจัดการเรียนการสอน และในแตละปสถานศึกษาจะตองประเมินผลและรายงานผลการใชหลักสูตรสถานศึกษาใหตนสังกัดและคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทราบ

ขอคิดในการพัฒนาหลักสูตร
สุนีย ภูพันธ (2546:162-163) ไดใหขอคิดในการพัฒนาหลักสูตรควรจะตองคํานึงถึงสิ่งตาง ๆดังตอไปนี้
1. ตองคํานึงองคประกอบตางๆเชน
- ผลสัมฤทธิ์ของผูเรียน
- ความตองการของสังคมในแงฝายผูใชผลผลิต
- ความกาวหนาทางวิชาการ
- ความตองการของสังคมและสิ่งแวดลอม
- ความสอดคลองของเนื้อหาสาระและสิ่งแวดลอม
- การเปลี่ยนแปลงสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม
2. การดําเนินงานในการพัฒนาหลักสูตรตองกระทําใหครบ5 ขั้นตอน
- การกําหนดจุดมุงหมายหลักสูตร
- การเลือกและการจัดเนื้อหาวิชาและประสบการณ
- การนําหลักสูตรไปใช
- การประเมินผลหลักสูตร
- การปรับปรุงหลักสูตร
3. หลักสูตรที่ดีตองมีรายละเอียดเกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานการสรางและการพัฒนาหลักสูตร
- การบริหารหลักสูตร
- การจัดแผนการเรียนการสอน
- วิธีสอนและคุณสมบัติผูสอน
- สถานที่สื่อการเรียนการสอน
- หนังสือหรือตําราเรียน
4. ตองมีการประชุมสัมมนาปรึกษาหารือรวมกันกับทุกฝายที่เกี่ยว  ของ ทั้งฝายผลิตและฝายใชเปนครั้งคราวไป ทั้งนี้เพื่อปรับปรุงหลักสูตรใหมีคุณภาพและเหมาะสมกับสภาพเหตุการณปจจุบัน

รูปแบบของการพัฒนาหลักสูตร
สุนีย ภูพันธ (2546:163-170) ไดนําเสนอแนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบของกระบวนการสรางหลักสูตรของนักการศึกษาหลายทานไวดังนี้

1.รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของไทยเลอร
(Rulph W.Tyler) ในป ค.ศ. 1949 ไทเลอรกลาววาในการจัดหลักสูตรและการสอนนั้นควรจะตอบคําถามพื้นฐาน 4 ประการ คือ
1. มีความมุงหมายทางการศึกษาอะไรบางที่โรงเรียนควรจะแสวงหา
2. มีประสบการณทางการศึกษาอะไรบางที่โรงเรียนควรจัดขึ้นเพื่อชวยใหบรรลุจุดประสงคที่กําหนดไว
3. จะจัดประสบการณทางการศึกษาอยางไร จึงจะทําใหการสอนมีประสิทธิภาพ
4. จะประเมินประสิทธิผลของประสบการณในการเรียนอยางไร จึงจะตัดสินไดวาบรรลุถึงจุดประสงคที่กําหนดไว ปรัชญาสังคม การศึกษาสังคม การศึกษาผูเรียน การศึกษาแนวคิดของนักวิชาการ  ปรัชญาการศึกษา  จุดหมาย การเลือกและการจัด ประสบการณการเรียน การประเมินผล กําหนดจุดมุงหมายชั่วคราว ทฤษฎีการเรียนรู ปรัชญาการศึกษา  ปรัชญาสังคม  ขอมูลในการกําหนดเกณฑ ที่ตรวจสอบพิจารณากลั่นกรององคประกอบของหลักสูตร แหลงขอมูลเพื่อนํามากําหนดจุดหมายชั่วคราว

2. รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของทาบา (Hilda Taba)
                  ฮิลดา ทาบา เปนนักการศึกษาที่มีแนวคิดเกี่ยวกับการสรางหรือพัฒนาหลักสูตรซึ่งเปน รูปแบบที่มีขั้นตอนคลายรูปแบบของไทเลอร ประกอบดวย7 ขั้นตอน ไดแก
1. ศึกษาวิเคราะหความตองการ (Diagnosisof Needs) สํารวจสภาพปญหาความตองการและความจําเปนตาง ๆของสังคมและผูเรียน
2. กําหนดจุดมุงหมาย (Formulation of objectives) กําหนดจุดประสงคใหชัดเจนหลังจากที่ไดศึกษาวิเคราะหความตองการแลว
3. เลือกเนื้อหาสาระ (Selection of Content) เลือกเสื้อหาสาระใหสอดคลองกับจุดมุงหมาย วัยและความสามารถของผูเรียน และยังตองมีความเชื่อถือได
4. จัดรวบรวมเนื้อหาสาระ (Organization of Content) จัดลําดับเนื้อหาโดยคํานึงถึงความตอเนื่อง และความยากงายของเนื้อหา วุฒิภาวะ ความสามารถและความสนใจของผูเรียน
5. คัดเลือกประสบการณการเรียนรู(Selection of Learning Experiences) ครูผูสอนหรือผูที่เกี่ยวของจะตองคัดเลือกประสบการณการเรียนรูใหสอดคลองกับเนื้อหาวิชาและจุดมุงหมาย ของหลักสูตร
6. จัดประสบการณการเรียนรู (Organization of Learning Experiences) การจัดประสบการณการเรียนรูจะตองจัดโดยคํานึงถึงเนื้อหาสาระและความตอเนื่อง
7. กําหนดสิ่งที่จะประเมินและวิธีการประเมินผล(Determination of What to Evaluate and of the Ways and Means of Doing it) คือการตัดสิน      ใจวาจะตองประเมินอะไร เพื่อตรวจสอบผลวาบรรลุตามวัตถุประสงคที่กําหนดไวหรือไม และกําหนดดวยวาจะใชวิธีประเมินอยางไร ใชเครื่องมืออะไร

3. รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของเซเลอร และอเล็กซานเดอร (Galen L.Saylor and William M. Alexander)
                 เชเลอรและอเล็กซานเดอรไดศึกษาแนวคิดและรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของไท
เลอรและทาบา และนํามาปรับขยายใหมีความสมบูรณยิ่งขึ้น เพื่อสนองความตองการของผูเรียนเปนรายบุคคลมากขึ้นโดยมีขั้นตอนดังนี้
          1. กําหนดเปาหมาย จุดหมาย และขอบเขต (Goals, Objectives, and Domains)
เชเลอรและอเล็กซานเดอร ไดเสนอขอบเขตในการกําหนดเปาหมายและจุดหมาย ไว 4 ขอบเขตไดแก พัฒนาการสวนบุคคล (Personal Development) มนุษยสัมพันธ (Human Relation) ทักษะการเรียนรูที่    ตอเนื่อง (Continued Learning Skills) และความชํานาญเฉพาะดาน(Specialization)เปาหมาย จุดมุงหมายและขอบเขตตาง ๆ จะไดรับการคัดเลือกจากการพิจารณาตัวแปรภายนอกอยางรอบคอบ ไดแก ทัศนะและความตองการของสังคม ขอบังคับทางกฎหมายของรัฐ และ ขอคนพบจากงานวิจัยตาง ๆ ตลอดจนปรัชญาของกลุมผูเชี่ยวชาญทางดานหลักสูตรเปนตน
2. การออกแบบหลักสูตร (Curriculum Design) การวางแผนออกแบบหลักสูตรตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกและจัดเนื้อหาสาระ
การเลือกประสบการณการเรียนรูที่เหมาะสมและความสอดคลองกับเนื้อหาสาระที่ไดเลือกมาแลวอยางไรก็ตามการเลือกรูปแบบของหลักสูตรจะตองเลือกใหเหมาะสมกับเปาหมาย จุดหมาย ความตองการของผูเรียนและลักษณะของสังคมตลอดจนขอกําหนดตาง ๆของสังคม และปรัชญาทางการศึกษา
3. การใชหลักสูตร (Curriculum Implementation) การนําหลักสูตรไปใช ครูผูสอนจะตองวางแผนและจัดทําแผนการสอน (Instructional Plans) ในรูปแบบตาง ๆ ครูผูสอนจะตองเลือก วิธีการสอนและวัสดุสื่อการเรียนการสอนที่จะชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูตามที่ไดกําหนด
ไว
4. การประเมินผลหลักสูตร(Curriculum Evaluation) เปนการตัดสินใจเลือกเทคนิคการประเมินผลที่สามารถตรวจสอบความสําเร็จของหลักสูตร กลาวอีกนัยหนึ่ง คือสามารถบอกไดวาหลักสูตรบรรลุตามเปาหมายหรือจุดมุงหมายที่กําหนดไวหรือไป การประเมินผล
หลักสูตร ควรจะเนนที่การประเมินตัวหลักสูตร คุณภาพการสอน และพฤติกรรมทางการเรียนของผูเรียนซึ่งผลจากการประเมินสามารถ        เปนสิ่งชวยในการตัดสินใจวาจะยังคงใชหลักสูตรนี้ตอไปควรปรับปรุงแกไขหรือควรจะยกเลิกหลักสูตร

 สาเหตุที่ทำให้มีการพัฒนาหลักสูตร
การพัฒนาหลักสูตร จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาถึงข้อมูลพื้นฐานในด้านต่างๆ เพื่อให้หลักสูตรที่สร้างขึ้นมานั้น สมบูรณ์ สามารถสนองความต้องการของบุคคล และสังคม พื้นฐานด้านต่างๆ ที่นักพัฒนาหลักสูตรต้องนำมาพิจารณานั้นมีหลายประการ ซึ่งมีนักการศึกษาได้ให้ความคิดเห็นว่าพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรด้านต่างๆ ที่ควรนำมาพิจารณาในการพัฒนาหลักสูตร มี 5 ด้าน ดังนี้

กระบวนการการพัฒนาหลักสูตร
ทาบา (Taba) ได้กล่าวถึง กระบวนการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ตามความเชื่อที่ว่าผู้เรียนมีพื้นฐานแตกต่างกัน โดยกำหนดกระบวนการพัฒนาหลักสูตรไว้ 7 ขั้นตอน ดังนี้
1.  วินิจฉัยความต้องการ : สำรวจสภาพปัญหา ความต้องการ และความจำเป็นต่างๆ ของสังคม และผู้เรียน
2.  กำหนดจุดมุ่งหมาย : หลังจากได้วินิจฉัยความต้องการของสังคมและผู้เรียนแล้วจะกำหนดจุดมุ่งหมายที่ต้องการให้ชัดเจน
3.  คัดเลือกเนื้อหาสาระ : จุดมุ่งหมายที่กำหนด แล้วจะช่วยในการเลือกเนื้อหาสาระให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย วัย ความสามารถของผู้เรียน โดยเนื้อหาต้องมีความเชื่อถือได้ และสำคัญต่อการเรียนรู้
4.  จัดเนื้อหาสาระ : เนื้อหาสาระที่เลือกได้ ยังต้องจัดโดยคำนึงถึงความต่อเนื่อง และความยากง่ายของเนื้อหา วุฒิภาวะ ความสามารถ และความสนใจของผู้เรียน
5.  คัดเลือกประสบการณ์การเรียนรู้ : ครูผู้สอนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องคัดเลือกประสบการณ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเนื้อหาวิชา และจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
6.  จัดประสบการณ์การเรียนรู้ : ประสบการณ์การเรียนรู้ควรจัดโดยคำนึงถึงเนื้อหาสาระและความต่อเนื่อง
7.  กำหนดสิ่งที่จะประเมินและวิธีการประเมินผล : ตัดสินใจว่าจะต้องประเมินอะไรเพื่อตรวจสอบผลว่าบรรลุตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ และกำหนดด้วยว่าจะใช้วิธีประเมินผลอย่างไร ใช้เครื่องมืออะไร

สงัด อุทรานันท์ มีความเห็นว่าการพัฒนาหลักสูตรมีความครอบคลุมถึงการร่างหลักสูตรขึ้นมาใหม่ และการปรับปรุงหลักสูตรที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นด้วย การใช้หลักสูตรและการประเมินหลักสูตรนั้น เป็นกระบวนการอันหนึ่งของการพัฒนาหลักสูตร โดยได้จัดลำดับขั้นตอนของการพัฒนาหลักสูตรไว้ดังนี้ คือ
1.  การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน
2.  การกำหนดจุดมุ่งหมาย
3.  การคัดเลือกและจัดเนื้อหาสาระ
4.  การกำหนดมาตรการวัดและการประเมินผล
5.  การนำหลักสูตรไปใช้
6.  การประเมินผลการใช้หลักสูตร
7.  การปรับปรุงแก้ไขหลักสูตร
 กระบวนการพัฒนาหลักสูตรทั้ง 6 ขั้นดังกล่าว มีสาระสำคัญโดยสรุปดังนี้
1.  การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน คือ ข้อมูลทางด้านความต้องการ ความจำเป็นและปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและการปกครอง ตลอดจนนโยบายทางการศึกษาของรัฐ ข้อมูลทางด้านจิตวิทยา ปรัชญาการศึกษา ความต้องการของผู้เรียน ตลอดจนวิเคราะห์หลักสูตรเดิม เพื่อพิจารณาข้อบกพร่องที่ควรปรับปรุงแก้ไข
2. การกำหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตร คณะกรรมการดำเนินงานจะต้องร่วมกันพิจารณากำหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตรให้สอดคล้องกับข้อมูลพื้นฐาน โดยจุดมุ่งหมายของหลักสูตรจะระบุคุณสมบัติของผู้ที่จบหลักสูตรนั้นๆ มุ่งพัฒนาผู้เรียนทั้ง 3 ด้าน คือ พุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย โดยกำหนดทั้งจุดมุ่งหมายทั่วไป และจุดมุ่งหมายเฉพาะ แต่ละรายวิชา ซึ่งจะเน้นการปฏิบัติมากขึ้น โดยคำนึงถึงพัฒนาการทางร่างกาย และจิตใจ ตลอดจนปลูกฝังนิสัยที่ดีงาม เพื่อให้เป็นพลเมืองดี
3.  การกำหนดเนื้อหาและประสบการณ์การเรียนรู้ หลังจากได้กำหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตรแล้ว ก็ถึงขั้นการเลือกสาระความรู้ต่างๆ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ เพื่อความสมบูรณ์ให้ได้วิชาความรู้ที่ถูกต้องเหมาะสม กระบวนการขั้นนี้ จึงครอบคลุมถึงการคัดเลือกเนื้อหาวิชาแล้วพิจารณาจัดลำดับเนื้อหาเหล่านั้นว่า เนื้อหาสาระใดควรเป็นพื้นฐานของเนื้อหาใดบ้าง ควรให้เรียนอะไรก่อนอะไรหลัง แล้วแก้ไขเนื้อหาที่ถูกต้องสมบูรณ์ทั้งแง่สาระและการจัดลำดับที่เหมาะสม ตามหลักจิตวิทยาการเรียนรู้
4.  การนำหลักสูตรไปใช้ เป็นขั้นของการแปลงหลักสูตรไปสู่การสอน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ และเกี่ยวข้องกับครูผู้สอน หลักสูตรจะประสบผลสำเร็จ มีประสิทธิภาพนั้นขึ้นอยู่กับผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอนจะต้องศึกษาทำความเข้าใจ และมีความชำนาญในการใช้หลักสูตร ซึ่งครอบคลุมถึงการเตรียมการสอน การจัดการเรียนการสอน การจัดสภาพแวดล้อมต่างๆ ภายในโรงเรียนเพื่อเสริมหลักสูตร การนิเทศการศึกษา และการบริหารการบริการหลักสูตร ฯลฯ นอกจากนี้ในขั้นนี้ยังครอบคลุมถึงการนำหลักสูตรไปทดลองใช้ก่อนนำไปเผยแพร่ด้วย
5. การประเมินผลหลักสูตร เป็นการประเมินสัมฤทธิ์ผลของหลักสูตรว่าเมื่อได้นำหลักสูตรไปใช้แล้วนั้น ผู้ที่จบหลักสูตรนั้นๆ ไปแล้ว มีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถตามที่หลักสูตรกำหนดไว้หรือไม่ นอกจากนี้ การประเมินหลักสูตรจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปรับปรุงหลักสูตรให้มีคุณค่าสูงขึ้น อันเป็นผลในการนำหลักสูตรไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ การประเมินหลักสูตรควรทำให้ครอบคลุมระบบหลักสูตรทั้งหมด และควรจะประเมินให้ต่อเนื่องกัน ดังนั้นการประเมินหลักสูตร จึงประกอบด้วยการประเมินสิ่งต่อไปนี้ คือ
5.1 การประเมินเอกสาร หลักสูตร เป็นการตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร ว่ามีความเหมาะสมดี และถูกต้องตามหลักการพัฒนาหลักสูตรเพียงใด หากมีสิ่งใดบกพร่องก็จะได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขก่อนจะได้นำไปประกาศใช้ในโอกาสต่อไป
5.2 การประเมินการใช้หลักสูตร เป็นการตรวจสอบว่าหลักสูตร สามารถนำไปใช้ได้ดีในสถานการณ์จริงเพียงใด มีส่วนไหนที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้หลักสูตร โดยมากหากพบข้อบกพร่องในระหว่างการใช้หลักสูตรก็มักได้รับการแก้ไขโดยทันที เพื่อให้การใช้หลักสูตรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
5.3 การประเมินสัมฤทธิผลของหลักสูตร โดยทั่วไปจะดำเนินการหลังจากได้มีผู้สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรไปแล้ว การประเมินหลักสูตร ในลักษณะนี้มักจะทำการติดตามความก้าวหน้าของผู้สำเร็จการศึกษาว่าสามารถประสบความสำเร็จในการทำงานเพียงใด
5.4 การประเมินระบบหลักสูตร เป็นการประเมินหลักสูตรในลักษณะที่มีความสมบูรณ์และสลับซับซ้อนมาก กล่าวคือ การประเมินระบบหลักสูตรจะมีความเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบอื่น ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักสูตรด้วย เช่น ทรัพยากรที่ต้องใช้ ความสัมพันธ์ของระบบหลักสูตร กับระบบบริหาร โรงเรียน ระบบการจัดการเรียนการสอน และระบบการวัดและประเมินผลการเรียนการสอน เป็นต้น
6.  การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตร เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากได้ผ่านกระบวนการประเมินผลหลักสูตรแล้ว ซึ่งเมื่อมีการใช้หลักสูตรไประยะหนึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะแวดล้อมและสังคม จนทำให้หลักสูตรขาดความเหมาะสม จำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
จากขั้นตอนดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กระบวนการพัฒนาหลักสูตรนั้นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการมากขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงใหม่ว่ามีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วการพัฒนาหลักสูตรจะต้องใช้เวลาเป็นปีขึ้นไป ในการเตรียมการ และการดำเนินงานจำเป็นต้องใช้กำลังคน และงบประมาณมากพอสมควร เพื่อจะให้ได้หลักสูตรที่ดีมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลในการพัฒนาเยาวชนของชาติต่อไป
 ปัญหาของการพัฒนาหลักสูตร
           ปัญหาของการพัฒนาหลักสูตร  คือปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการยกระดับของหลักสูตรจากระดับที่เป็นขึ้นสู่อีกระดับหนึ่ง  ปัญหาอันเกิดจากการร่วมคิดร่วมทำ  ร่วมกันสร้างหลักสูตร และร่วมกันนำหลักสูตรไปใช้ มีดังนี้
1.      ปัญหาขาดครูที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
2.      ปัญหาการไม่ยอมรับและไม่เปลี่ยนแปลงบทบาทการอสนของครูตามแนวหลักสูตร
3.      ปัญหาการจัดอบรมครู
4.      ศูนย์การพัฒนาหลักสูตร  ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตน
5.      ขาดการประสานงานหน้าที่ดีระหว่างหน่วยงานต่างๆ
6.      ผู้บริหารต่าง ๆ ไม่สนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร
ปัญหาขาดแคลนเอกสาร เนื่องจากขาดงบประมาณและการคมนาคมขนส่งไม่

วิธีการการพัฒนาหลักสูตร มี  5 วิธีการ
1.      การพัฒนาหลักสูตรจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง
2.      การพัฒนาหลักสูตรจากเบื้องล่างสู่เบื้องบน
3.      การพัฒนาหลักสูตรแบบวิธีการสาธิต
4.      การพัฒนาหลักสูตรวิธีการอย่างมีระบบ
5.      การพัฒนาหลักสูตรโดยวิธีเชิงปฏิบัติการ
  
การพัฒนาหลักสูตรแบบครบวงจร[2]
          การพัฒนาหลักสูตรแบบครบวงจร (Integrated Curriculum Development) หมายถึงระบบการร่างหลักสูตร ระบบการนำหลักสูตรไปใช้ และระบบการประเมินหลักสูตร ทั้งสามระบบนี้จะสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน เพื่อให้เกิดภาพรวมที่เป็นเอกภาพของกระบวนการพัฒนาหลักสูตร โดยการพัฒนาหลักสูตรมีรายละเอียดในแต่ละระบบดังนี้
         
          ระบบร่างหลักสูตร
          การร่างหลักสูตรมีอยู่ 4 ขั้น ได้แก่ สิ่งกำหนดหลักสูตร รูปแบบหลักสูตร การตรวจสอบคุณภาพหลักสูตร และการปรับแก้หลักสูตรก่อนนำไปใช้

          1. สิ่งกำหนดหลักสูตร คือ การเตรียมการศึกษาข้อมูลพื้นฐานด้านต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้สำหรับการพัฒนาหลักสูตร จุดเริ่มการพัฒนาหลักสูตรอาจเริ่มจากคณะกรรมการชุดหนึ่งทำการศึกษาหรือวิจัย เพื่อทราบข้อเท็จจิรงหลายๆ อย่างเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงและโดยอ้อม เช่น ต้องทราบสภาพการศึกษาในปัจจุบัน แนวโน้มของสังคมและความต้องการทางการศึกษาในอนาคต ข้อมูลเหล่านี้ควรจะได้มาด้วยวิธีการวิจัยมากกว่าอาศัยประสบการณ์คณะกรรมการหลักสูตร การศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นในการกำหนดหลักสูตรอาจแบ่งได้เป็น 3 ประการ คือ
          1)  สิ่งกำหนดทางวิชาการ
          2)  สิ่งกำหนดทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ
          3)  สิ่งกำหนดทางการเมือง

          2. รูปแบบหลักสูตร เมื่อคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรได้ศึกษาข้อมูลพื้นฐานจากสิ่งกำหนดแล้ว ประการต่อมาคือ การตัดสินใจเกี่ยวกับรูปแบบหลักสูตร เช่น หลักสูตรแบบรายวิชา หลักสูตรแบบบูรณาการ หลักสูตรแบบแกนวิชา และหลักสูตรระบุเกณฑ์ความสามารถพื้นฐาน เป็นต้น รูปแบบหลักสูตรโดยส่วนรวมจะประกอบด้วยโครงสร้าง และองค์ประกอบหลักสูตรซึ่งจะสะท้อนให้เห็นภาพรวมและมาตรฐานการศึกษาของแต่ละหลักสูตร มาตรฐานการศึกษาอาจจะดูได้จากโครงสร้างหลักสูตร ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
          1)  โครงสร้างแบบรายปี คือ การวางรูปแบบหลักสูตร โดยการแบ่งเนื้อหาวิชาตามลำดับก่อนหลัง และจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เพิ่มพูนสัมพันธ์กัน สำหรับรายวิชาที่จัดในโครงสร้างแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นรายวิชาบังคับเนื่องจากวิชาหนึ่งจะเป็นพื้นฐานของวิชาถัดไป ผู้เรียนจะเรียนวิชาถัดไปไม่ได้ ถ้าไม่เรียนวิชาบังคับมาก่อน การประเมินผลจะมีการสอบปลายปีเพื่อเลื่อนชั้น ถ้าผู้ใดสอบตกวิชาใดจะต้องเรียนซ้ำชั้นอีก ผลการเรียนจะแจ้งเป็นเปอร์เซ็นต์ รูปแบบการเรียนรู้แบบนี้มีข้อจำกัด เช่น ถ้าผู้เรียนสอบตกวิชาใดวิชาหนึ่งจะต้องเรียนซ้ำชั้น และเรียนซ้ำวิชาที่สอบผ่านมาแล้วด้วย ซึ่งทำให้ผู้เรียนจบการศึกษาช้าไปเป็นปี ผู้เรียนไม่สามารถเลือกเรียนรายวิชาตามที่ตนเองมีความถนัดได้
                    2) โครงสร้างแบบหน่วยกิต คือ การจัดเนื้อหาวิชา และประสบการณ์การเรียนตามหน่วยกิตที่กำหนด โครงสร้างหลักสูตรแบบนี้เริ่มขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมูลนิธิคาร์เนกีได้ให้ทุนสถาบันการศึกษาต่างๆ และต้องการความมั่นใจว่า สถาบันการศึกษาที่ได้รับเงินไปแล้วนั้นมีมาตรฐานดีพอสมควร เกณฑ์การพิจารณาคือ รายวิชาที่เปิดสอน คุณสมบัติของอาจารย์และลักษณะปริญญาที่ให้กับนิสิต เกี่ยวกับรายวิชาที่เปิดสอนได้กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของการสอนเรียกว่า Carnegie unit of instruction หมายความว่า หนึ่งหน่วยกิตมีค่าเท่ากับการสอนหนึ่งชั่วโมงในชั้นเรียน โครงสร้างแบบหน่วยกิตจะมีองค์ประกอบ 6 องค์ประกอบ ดังนี้คือ
          1. ภาคการศึกษา
                    2. การแบ่งหมวดวิชา
                    3. การแบ่งลักษณะวิชา
                    4. จำนวนหน่วยกิต
                    5. ประมวลวิชา
                    6. การประเมินผล
          3. การตรวจสอบคุณภาพหลักสูตร  เมื่อคณะกรรมการร่างหลักสูตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะนำหลักสูตรไปใช้จะต้องตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรเพื่อศึกษาความเป็นไปได้พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขบางส่วนก่อนนำไปใช้จริง  การตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรทำได้หลายวิธี เช่น ใช้วิธีการประชุมสัมมนา โดยให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้นตรวจสอบ นอกจากวิธีตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรโดยใช้เทคนิค เดลฟาย (Delphi technique)  การทดลองใช้หลักสูตรนำร่อง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของหลักสูตร รวมทั้งมีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการทดลองใช้หลักสูตรแต่ละระยะอย่างมีระบบ เพื่อรวบรวมข้อมูลนำมาสังเคราะห์ สำหรับการปรับแก้ก่อนจะนำไปใช้ต่อไป

          4. การปรับแก้หลักสูตรก่อนนำไปใช้ การปรับแก้หลักสูตรจะต้องจัดทำระบบข้อมูลที่ชัดเจนจะทำให้การปรับแก้ไขหลักสูตรเป็นอย่างมีระบบ และมีประสิทธิภาพ การสังเคราะห์ข้อมูล ควรทบทวนพิจารณาให้รอบคอบว่าข้อมูลนี้จะนำไปใช้ปรับแก้ไนส่วนใดของหลักสูตรและเมื่อปรับแก้แล้วไปกระทบหลักการและโครงสร้างของหลักสูตรมากน้อยเพียงใด รวมทั้งการชี้ทางปฏิบัติให้ชัดเจนขึ้นหรือไม่

          ระบบการใช้หลักสูตร
          การใช้หลักสูตรมีอยู่ 3 ขั้น ได้แก่ การขออนุมัติหลักสูตร การวางแผนการใช้หลักสูตรและการดำเนินการใช้หลักสูตร
          1. การขออนุมัติหลักสูตร เมื่อได้ตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรและปรับแก้หลักสูตรเรียบร้อยก่อนที่จะนำหลักสูตรไปใช้จะต้องนำหลักสูตรเสนอหน่วยงาน เพื่อให้ความเห็นชอบหลักสูตร ได้แก่ กระทรวง หรือทบวงที่มีสถานศึกษานั้นสังกัด เมื่อได้รับอนุมัติหลักสูตรแล้วหน่วยงานนั้นๆ จะต้องนำหลักสูตรเสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เพื่อการกำหนดเงินเดือน
          2. การวางแผนการใช้หลักสูตร ขณะรอการการอนุมัติใช้หลักสูตร ผู้รับผิดชอบหลักสูตรจะต้องดำเนินการวางแผนการใช้หลักสูตรควบคู่กันไป และเมื่อหลักสูตรได้รับการอนุมัติเรียบร้อยจะได้ดำเนินการใช้หลักสูตรทันที การวางแผนการใช้หลักสูตรต้องคำนึงถึงสิ่งจำเป็นดังต่อไปนี้คือ
                    1) การประชาสัมพันธ์หลักสูตร
                    2) การเตรียมงบประมาณ
                    3) การเตรียมความพร้อมของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลักสูตร
                    4) วัสดุหลักสูตร
                    5) บริการสนับสนุนและอาคารสถานที่
                    6) ระบบบริหารของสถาบันการศึกษา
                    7) การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ
                    8) การประเมินผลและติดตามการใช้หลักสูตร
          3. ขั้นดำเนินการใช้หลักสูตรหรือการบริหารหลักสูตร  เมื่อวางแผนการใช้หลักสูตรเรียบร้อยแล้ว การนำหลักสูตรมาใช้จริงและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรนั้น เป็นทั้งศาสตร์และศิลปะ ที่ว่าเป็นศาสตร์นั้น หมายถึง การวางแผนใช้อย่างเป็นระบบ และใช้เทคโนโลยีทางการศึกษามาช่วยเสริมส่วนที่ว่าเป็นศิลปะนั้น หมายถึง ผู้ใช้ในที่นี้รวมทั้งผู้บริหารและอาจารย์ผู้สอน จะมีบทบาทมากในการที่จะทำให้หลักสูตรบรรลุความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ดังมีคำกล่าวว่า หลักสูตรแม้จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างใด ถ้าผู้สอนไม่สนใจไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนการสอน หลักสูตรใหม่นั้นก็จะไม่มีความหมาย และได้ผลตามสิ่งที่หลักสูตรคาดหวัง

การดำเนินการตามแผน

          การดำเนินการตามแผนการใช้หลักสูตรที่จำเป็นจะต้องกระทำก่อนเป็นอันดับแรก ได้แก่การประชาสัมพันธ์หลักสูตรในคณาจารย์ และผู้เกี่ยวข้องอื่น เช่น ผู้บริหารระดับนโยบาย ผู้ปกครอง และหน่วยงานอื่นๆ จะต้องศึกษากลุ่มเป้าหมายต่างๆ ระยะเวลาที่จะนำเสนอ ซึ่งสมารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น การประชุม การสัมมนา การใช้สื่อมวลชน วิทยุ ทีวี หนังสือพิมพ์ การออกแบบเอกสาร แผ่นพิมพ์ เป็นต้น การเลือกวิธีการประชาสัมพันธ์หลักสูตรจะใช้แบบใดจำนวนครั้งที่จะใช้ขั้นอยู่กับลักษณะกลุ่มเป้าหมาย และงบประมาณที่ใช้
          การเตรียมความพร้อมของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลักสูตรเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งความพร้อมทางการสอนคณาจารย์ต่อหลักสูตรใหม่ จะต้องทำการสำรวจให้ชัดเจนว่าคณาจารย์มีความพร้อม ในการสอนหลักสูตรใหม่มีจำนวนมากน้อยเพียงใด ส่วนที่ไม่พร้อมจะจัดการฝึกอบรมอย่างไร การศึกษาความจำเป็นในการฝึกอบรม (Training Need) การวิเคราะห์งานอย่างเป็นระบบ เพื่อจัดการฝึกอบรมให้ตรงตามความต้องการของอาจารย์ผู้สอน การฝึกอบรมการใช้หลักสูตรให้กับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ที่ได้ผลนั้น สำหรับผู้สอนแล้วจะต้องใช้วิธีประชุมปฏิบัติการ ส่วนผู้เกี่ยวข้องอาจจะใช้วิธีการประชุม และการสัมมนาชี้แจงเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรก็เพียงพอ
          งบประมาณ เป็นตัวบ่งชี้ที่จะทำให้การใช้หลักสูตรประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด เพราะงบประมาณจะช่วยสนับสนุนเกี่ยวกับการพัฒนาวัสดุหลักสูตร คู่มือ เอกสารอ่านเสริม อุปกรณ์การสอน วิทยากร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือบริการสนับสนุนที่ส่งผลให้การเรียนการอสนมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้แล้ว อาคารสถานที่จะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นการนำหลักสูตรไปใช้ หรือการบริหารหลักสูตรนั้น จะต้องศึกษาปัจจัยเกี่ยวกับผู้สอนในด้านความรู้เกี่ยวกับหลักสูตร และความสามารถในการสอน ส่วนปัจจัยเกี่ยวกับสถาบันการศึกษา ได้แก่ ส่วนปัจจัยเกี่ยวกับหลักสูตร ได้แก่ ความซับซ้อนของหลักสูตร การช่วยเหลือสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร และประสบการณ์การฝึกอบรมปฏิบัติการของผู้สอนอย่างกว้างและลึก เกี่ยวกับการใช้หลักสูตร และการสอน ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือ ผู้เรียน ได้แก่ จำนวนของผู้เรียน ความรู้ความสามารถ และรวมทั้งความสนใจต่อวิชาที่เรียน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่จะส่งผลเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรให้ประสบผลสำเร็จมากหรือน้อยด้วย
          การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับการพัฒนาหลักสูตรหลักสูตรที่จัดทำไว้เปรียบเสมือนพิมพ์เขียว หรือเข็มทิศนำทางในการจัดกิจกรรม และประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับผู้เรียน และการวางแผนการสอนของผู้สอนอย่างมีระบบและสามารถปฏิบัติได้
          การจัดตารางสอน คณะกรรมการจัดตารางสอนจะต้องศึกษาองค์ประกอบในการจัดตารางสอน 5 ประการคือ
          1. รายวิชาในหลักสูตร
          2. ห้องเรียน
          3. เวลา
          4. ผู้สอน
          5. ผู้เรียน
          การศึกษาข้อมูลเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้จัดตารางสอนได้ง่ายขึ้น และช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับการวางแผนการเรียน การลงทะเบียนเรียน และการกำหนดอาจารย์ผู้สอน เช่น หลักสูตรที่มีโครงสร้างแบบหน่วยกิต จะประกาศว่าในภาคเรียนต้นปีการศึกษานี้ จะเปิดสอนรายวิชาอะไร

          ระบบการประเมินหลักสูตร
          ระบบการประเมินหลักสูตร คือ ขั้นสุดท้ายของการพัฒนาหลักสูตร การประเมินหลักสูตร คือ กระบวนการเปรียบเทียบระหว่างผลการใช้หลักสูตรที่วัดได้กับวัตถุประสงค์ของหลักสูตรว่าการปฏิบัติจริงนั้น ผลได้ใกล้เคียงกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ จุดประสงค์ของการประเมินหลักสูตร คือ
          1. เพื่อดูว่าหลักสูตร เมื่อนำไปปฏิบัติจริงได้ผลเพียงใด บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่
          2. เพื่อหาทางปรับปรุงหลักสูตร ถ้าพบสิ่งบกพร่อง
          3. เพื่อหาข้อดีข้อเสียในวิธีการจัดประสบการณ์การเรียน
          4. เพื่อช่วยการจัดสินใจของฝ่ายบริหารว่าควรจะใช้หลักสูตรนี้ต่อไปหรือไม่

          การประเมินหลักสูตรอาจแบ่งเป็นระบบการประเมินย่อยได้ดังนี้ คือ การประเมินเอกสารหลักสูตร การประเมินระบบหลักสูตร การประเมินระบบการบริหารหลักสูตร การประเมินผลสัมฤทธิ์ ผู้เรียน การประเมินการสอนของผู้สอนและการประเมินการติดตามผลผู้สำเร็จการศึกษา
          1. การประเมินเอกสารหลักสูตร คือ การตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างหลักการ โครงสร้าง วัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระ การจัดประสบการณ์การเรียนและการประเมินผลว่ามีมากน้อยเพียงใด ภาษาที่ใช้สามารถสื่อสารได้ตรงกันหรือไม่ ข้อกำหนดใช้หลักสูตรมีความชัดเจนไม่เกิดปัญหาในการปฏิบัติใช่หรือไม่
          2. การประเมินระบบหลักสูตร คือ การตรวจสอบดูว่า หลักสูตรได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ วัตถุประสงค์ของหลักสูตรมีความเที่ยงตรงหรือไม่ หลักสูตรที่วางไว้เหมาะสมกับผู้เรียนหรือไม่ วิธีการสอนเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ เนื้อหาวิชาที่จัดไว้เหมาะสมหรือไม่ อุปกรณ์การสอนหรือเอกสารประกอบการสอนเหมาะสมหรือไม่
          3. การประเมินระบบการบริหารหลักสูตร คือ การประเมินระบบการบริหารที่จะมีอิทธิพลและส่งผลต่อการใช้หลักสูตร ปัจจัยการบริหารที่ควรพิจารณาประเมิน คือ โครงสร้างและระบบของสถาบัน อาคารสถานที่ บรรยากาศทางสังคม สถาบัน การติดต่อสื่อสาร ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถาบัน เวลา คุณสมบัติของผู้สอนและผู้เรียน รวมทั้งงบประมาณที่ใช้
          4. การประเมินผลสัมฤทธิ์ผู้เรียน คือ การประเมินคุณภาพ และปริมาณความรู้ ทักษะและเจตนคติของผู้เรียนตามเกณฑ์ และมาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
          5. การประเมินการสอนของผู้สอน คือ การศึกษาเกี่ยวกับวิธีการสอนว่าบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในแผนการสอนหรือไม่ องค์ประกอบที่ควรศึกษา ได้แก่ แผนการสอนจุดประสงค์ เนื้อหาวิชา สื่อการเรียน การประเมินผล รวมทั้งบุคลิกภาพ ความรู้ ความสามารถ ความสัมพันธ์กับผู้เรียน และการสร้างบรรยากาศในการเรียน
          6. การประเมินการติดตามผลผู้สำเร็จการศึกษา การศึกษาสถานภาพของผู้สำเร็จการศึกษาในด้านต่าง ๆ เช่น ความรู้ความสามารถ ทักษะและเจตคติต่อวิชาชีพ ความสามารถปฏิบัติงานได้จริงตามสภาพงานที่ปรากฏในปัจจุบัน ความสามารถในการแก้ปัญหา และการปรับตัวสิ่งที่ประสบความสำเร็จ หรือความล้มเหลวในการประกอบอาชีพ มีความสนใจที่จะศึกษาต่อและมีความคาดหวังที่จะแสวงหาความก้าวหน้าในวิชาชีพอย่างไร
          ในการประเมินหลักสูตร ถ้ามีการวางแผนการประเมินไว้ตั่งแต่เริ่มร่างหลักสูตร จะเป็นข้อบ่งชี้ให้ทราบถึงประสิทธิภาพของหลักสูตรที่จัดได้ว่า มีส่วนใดดีที่ควรคงไว้ ส่วนใดไม่เหมาะสมและควรพิจารณาปรับปรุง หรืออาจจะยกเลิกไป ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการพัฒนาปรับปรุง ให้เป็นปัจจุบันสอดคล้องกับสภาพสังคมเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
          การปรับแก้หลักสูตร สามารถกระทำได้ระหว่างการใช้หลักสูตร หรืออาจจะรวบรวมข้อมูลที่สำคัญและปรับแก้ เมื่อการใช้หลักสูตรได้ครบวงจรของการศึกษาแล้วก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารหลักสูตรจะตัดสินใจกำหนด
          ดังได้กล่าวแล้วว่า การพัฒนาหลักสูตรและการสอนแบบครบวงจรสามารถจำแนกได้ 3 ประการ คือ ระบบการร่างหลักสูตร ระบบการนำหลักสูตรไปใช้ และระบบประเมินหลักสูตร และระบบเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกัน และมีความสำคัญเท่าเทียมกัน การพัฒนาหลักสูตรจะไปมุ่งเน้นที่ระบบใดระบบหนึ่งไม่ได้ ซึ่งจะเป็นผลทำให้หลักสูตรไม่มีประสิทธิภาพ จะไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นการวางแผนการพัฒนาหลักสูตรและการสอนควรจะได้กระทำให้ครบวงจรของกระบวนการพัฒนาหลักสูตรและการสอน
          การพัฒนาหลักสูตรเป็นหน้าที่ของอาจารย์ทุกท่าน ไม่ว่าจะมีบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับการสอน หรือการบริหารระดับต่างๆ ของสถาบัน เมื่อเป็นเช่นนี้คณาจารย์ทุกท่านจะต้องตระหนักรู้และเตรียมการพัฒนาหลักสูตรให้ตรงกับความคาดหวังของสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ วงจรการพัฒนาหลักสูตรไม่มีการจบสิ้น เป็นกระบวนการต่อเนื่อง ดังแผนภูมิต่อไปนี้


[1] ฉ่ำ เชื้ออินทร ศน.สพท.พช.๓

[2] จาก รายงานการวิจัย เรื่อง การสังเคราะห์งานวิจัยทางด้านหลักสูตรโดย อาจารย์ ดร.มาเรียม นิลพันธุ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร .. 2543

ไม่มีความคิดเห็น: